สถานการณ์ของไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ ถือได้ว่าประเทศไทยสามารถควบคุมสถานการณ์ต่างๆ ได้ดีทีเดียว เพราะในขณะที่ประเทศต่างๆ ทั่วโลกมียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตจากโควิดจำนวนมาก แต่ประเทศไทยยังสามารถควบคุมได้ แต่ผลกระทบจากวิดที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ ยังไม่ใช่ฝันร้ายที่ใกล้สิ้นสุด แม้ฟังดูน่ากลัวแต่เราต้องทำความเข้าใจเพื่อรับมือ หน่วยงานภาครัฐได้ดำเนินมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อโควิดด้วยยาแรง คือ พระราชกำหนดควบคุมการแพร่ระบาดฯ ตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนต่างขานรับนโยบายและมาตรการต่างๆ โดยปรับรูปแบบการทำงานเป็นแบบ Work from home ทางฟากฝั่งของสถานศึกษามีการเลื่อนการเปิดเทอมออกไปจากวันที่ 16 พฤษภาคม เป็นวันที่ 1 กรกฎาคม 2563 โดยปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนรู้ในสถานศึกษาตามความเหมาะสมด้วยเช่นกัน โดยสถานศึกษาของรัฐอาจมองไม่เห็นผลกระทบมากเท่าใดนักเนื่องจากนักเรียนที่เรียนในสถานศึกษาของรัฐไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการศึกษา อีกทั้งได้รับการสนับสนุนงบประมาณด้านการส่งเสริมการศึกษา เช่น อาหารกลางวัน อาหารเสริมนม อุปกรณ์การเรียน เป็นต้น ซึ่งมีการปรับเปลี่ยนการเบิกจ่ายเงินตามกรอบการเปิดสถานศึกษา ในขณะที่ฝั่งของสถานศึกษาเอกชน แม้จะได้รับการจัดสรรเงินช่วยเหลือเพื่อส่งเสริมการจัดการศึกษาจากภาครัฐแต่ไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ดังนั้น ค่าธรรมเนียมการศึกษาของสถานศึกษาเอกชนจึงสูงกว่าสถานศึกษาของรัฐ ทำให้สถานศึกษาเอกชน ได้รับผลกระทบทันทีจากสถานการณ์โควิดที่ส่งผลให้ผู้ปกครองไม่สามารถจ่ายค่าเทอมได้ตามกำหนดเวลา ซึ่งก็คือเงินที่สถานศึกษาเอกชนต้องนำไปบริหารจัดการศึกษาในแต่ละปี ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะขาดเงินของผู้ปกครอง เกิดจากการถูกพักงานเนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้ไม่มีเงินสำหรับจ่ายค่าเทอม หรือส่วนหนึ่งต้องสำรองเงินไว้ เพราะแม้สถานการณ์โควิดจะสามารถควบคุมได้ …